การท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวในภูมิภาคอเมริกา

ในยุคที่สื่อสังคมออนไลน์เข้ามามีบทบาทสำคัญในการดำรงชีวิต ของประชากรส่วนใหญ่ของโลก นักท่องเที่ยวในภูมิภาคอเมริกาก็เป็นอีกหนึ่งกลุ่ม ผู้บริโภคที่บริโภคสื่อสังคมออนไลน์มากกว่าสื่ออื่นๆ ดังนั้น รูปแบบการสื่อสารกับ ผู้บริโภคจึงจำเป็นต้องมีการเปลี่ยนแปลง จากการสื่อสารกับคนหมู่มาก เป็นสื่อสาร กับผู้บริโภคเฉพาะกลุ่ม รวมถึงต้องมีความคิดสร้างสรรค์สอดแทรกในข้อความ การสื่อสาร เพื่อให้ผู้บริโภคเกิดความประทับใจ เข้าใจ และเต็มใจที่จะเผยแพร่ ข้อมูลที่ได้รับแก่บุคคลใกล้ตัวโดยการ ‘แชร์’ ในสื่อสังคมออนไลน์ การ ‘ทำเรื่องเล็ก ให้เป็นเรื่องใหญ่’ เป็นอีกหนึ่งกุญแจสำคัญในการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย ในกาลเทศะที่เหมาะสมและตรงตามเป้าประสงค์ในการส่งสารไปยังผู้บริโภค เรื่องเล็กๆ ที่ว่า คือการส่งสารที่กะทัดรัด เหมาะสมกับรูปแบบการนำเสนอ ผ่านระบบมือถือสมาร์ทโฟน และเน้นการนำเสนอด้วยรูปภาพ โดยเชื่อมโยง กับความสนใจเฉพาะของผู้บริโภคในแต่ละกลุ่ม

ความสนใจของผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงไปในการจดจำข้อมูลที่มีขนาดเล็กลง สั้น และเข้าใจง่าย เช่น BuzzFeed ซึ่งจะส่งข้อมูลในรูปของการเปลี่ยนแปลง ข้อความสั้น ตามหน้าเว็บไซต์และสื่อสังคมออนไลน์ต่างๆ ซึ่งสื่อสำคัญต่างๆ ในอเมริกาต่างตอบรับเทรนด์ของผู้บริโภคกลุ่มนี้ โดยการเพิ่มหัวข่าวที่มี ใจความลึกซึ้ง ประทับใจผู้บริโภค รวมทั้งเลือกใช้หัวข่าวเชิงคำถาม ชวนให้ ติดตามต่อ หรือแม้กระทั่งการใช้ภาพเคลื่อนไหว เพื่อดึงดูดความสนใจ ให้ผู้บริโภคกดเข้าไปด้านในเว็บไซต์ กลยุทธ์นี้เป็นการหลอกล่อให้ผู้บริโภค คลิกเข้าไปในเว็บไซต์เพื่อดูข้อมูลแบบเต็มเนื้อหาซึ่งจะส่งผลลัพธ์ในการนำเสนอ ข้อมูลในเชิงลึกได้อย่างครบถ้วน เทรนด์การชักจูงผู้บริโภคให้เข้าถึงข้อมูลด้วย หัวข่าวที่สั้นและน่าประทับใจยังถูกนำไปใช้ในสื่อสังคมออนไลน์ ดังจะเห็นได้จาก การจำกัดจำนวนตัวอักษรในการโพสต์ของทวิตเตอร์และเฟซบุ๊ค เป็นต้น

การประยุกต์ใช้กลยุทธ์นี้กับธุรกิจการท่องเที่ยวแบบหรูหรา (Luxury Travel Business) สามารถทำได้โดยการเพิ่มความคิด สร้างสรรค์ลงในหัวข้อ หลีกเลี่ยงคำที่เยิ่นเย้อ ไม่จำเป็น และ ไม่เกี่ยวข้องกับ ‘ความหรูหรา’ เช่นการนำเสนอ Brand Message กับภาพหรือวิดีโอในกลุ่มลูกค้าเฟซบุ๊ค เป็นต้น จำนวนผู้ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ในภูมิภาคละตินอเมริกาเพิ่มขึ้น อย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2013 มีจำนวนผู้ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ มากกว่า 414 ล้านคน หรือประมาณร้อยละ 70 ของประชากร ทั้งหมด แต่ในจำนวนโทรศัพท์เคลื่อนที่เหล่านั้น ส่วนใหญ่ยังคง เป็นโทรศัพท์ที่สามารถใช้ได้เพียงโทรฯ เพื่อติดต่อสื่อสารเท่านั้น สมาร์ทโฟนยังไม่เป็นที่แพร่หลาย ทำให้การคัดแยกผู้ใช้ สมาร์ทโฟนเป็นกลุ่มผู้ใช้ที่มีความมั่งคั่งเป็นไปได้ง่ายยิ่งขึ้น ถึงอย่างไรก็ตาม จำนวนผู้ใช้สมาร์ทโฟนได้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตลอดหลายปีที่ผ่านมา อันเป็นผลมาจากการแข่งขันด้าน การพัฒนาทางเทคโนโลยี ทำให้ราคาของสมาร์ทโฟนถูกลง ผู้ให้ บริการสินค้าและบริการด้านการท่องเที่ยวหรูหรา ยังคงใช้ สมาร์ทโฟนเป็นช่องทางในการสื่อสารกับกลุ่มลูกค้าหรูหราได้ ในช่วงเวลาอันสั้นนี้ หรือจนกว่าสมาร์ทโฟนจะกลายเป็นอุปกรณ์ สำหรับบุคคลทั่วไปนั่นเอง

สะพานโกลเดนเกต จุดชมวิวและสัญลักษณ์ของอเมริกา

GoldenGateBridge_shutterstock114141715สะพานโกลเดนเกต (Golden Gate Bridge) กลายเป็นสัญลักษณ์สำคัญอย่างหนึ่งที่บ่งบอกถึงเมืองซานฟรานซิสโก ซึ่งสะพานแห่งนี้เป็นสะพานที่ได้รับการยอมรับโดยปราศจากข้อโต้แย้งว่าโครงสร้างมีความสวยงามมากที่สุดและถูกถ่ายภาพมากที่สุดในโลก ยามเมื่อหมอกแผ่ปกคลุมทั่วอ่าวและโรยตัวบดบังสะพานสีแดงแห่งนี้จากสายตาทำให้ดูราวกับเป็นสิ่งแปลกปลอมที่มาจากโลกอื่น การสัมผัสกับความยิ่งใหญ่สง่างามของสะพานโกลเดนเกตคือการเดินเล่นไปตามทางเท้าที่สร้างไว้เป็นพิเศษมีความยาวเกือบสองไมล์เพื่อข้ามไปอีกฝั่งของสะพาน ซึ่งตลอดเส้นทางคุณจะได้ชื่นชมกับทัศนียภาพที่สวยงามของเมืองซานฟรานซิสโก

ถูกสร้างในสมัยประธานาธิบดีแฟรงคลิน ดี. รูสเวลท์ เมื่อปี ค.ศ. 1933 เสร็จสมบูรณ์ในปี ค.ศ. 1937 ตอนกลางสะพานยาว 1,280 เมตร กว้าง 27 เมตร สูงกว่าระดับน้ำทะเล 67 เมตร มีทางรถยนต์ 6 ทาง รถบรรทุก 3 ทาง รถไฟ 2 ทาง ใช้งบประมาณก่อสร้างราว 35 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สะพานโกลเดนเกตกลายเป็นสถานที่ที่ได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวทั่วโลก เมื่อสร้างเสร็จใหม่ๆสะพานกลายเป็นสัญลักษณ์ของสหรัฐอเมริกาไปโดยปริยาย ปัจจุบันนี้เองผู้คนทั่วโลกเองก็ยังคงรู้จักสะพานโกลเดนเกตและเป็นสถานที่ท่องเที่ยวอันดับต้นๆของสหรัฐอเมริกา สีของสะพานเป็นสีส้มแดงเพราะว่าเป็นสีที่เข้ากับธรรมชาติและสภาพแวดล้อมโดยรอบของสะพานได้ดี วิธีที่จะดูสะพานที่ดีที่สุดคือ ขี่จักรยานหรือเดินข้ามสะพานไปยังฝั่งตรงข้าม เพราะคุณจะเห็นสะพานในหลายๆมุม

สิ่งปลูกสร้างนี้เป็นจุดชมวิวเบย์แอเรีย แนวเส้นขอบฟ้าของเมือง มหาสมุทรแปซิฟิกและมารินเฮดแลนด์ทางฟากเหนือของสะพาน ถ้าอยากชมวิวให้จุใจและได้เห็นถึงความยิ่งใหญ่ของสะพาน คนเดินถนนสามารถใช้สะพานได้เฉพาะช่วงที่เป็นเวลากลางวัน และสามารถเดินตามทางเดินเท้าด้านตะวันออก มีเครื่องกีดขวางตลอดแนวถนนเพื่อกั้นส่วนของคนเดินเท้าจากการจราจร นักปั่นจักรยานสามารถใช้ทางเดินเท้าทั้งด้านตะวันตกและตะวันออก ทิวทัศน์ตระการตามีให้ชมทุกช่วงของวัน ไม่ว่าจะเป็นตอนเช้าตรู่ที่ค่อยๆสะท้อนแสงอ่อนๆของดวงอาทิตย์ในตอนเช้า และในยามค่ำคืนที่ประกายแสงระยิบระยับสะท้อนผืนน้ำสีเข้ม

อนุสาวรีย์เทพีเสรีภาพ นิวยอร์ค ประเทศสหรัฐอเมริกา

เมื่อจะกล่าวถึงประเทศสหรัฐอเมริกาแล้ว มีสิ่งหนึ่งและคิดว่าทุกๆคนคงจะรู้จักกันเป็นอย่างดีในฐานะสัญลักษณ์ของประเทศ “อนุสาวรีย์เทพีเสรีภาพ” เป็นอนุสาวรีย์สูงใหญ่ และเป็นดั่งศูนย์รวมความสันติสุขของชาวอเมริกันเลยก็ว่าได้ ซึ่งว่ากันว่า หากใครได้มายังประเทศสหรัฐอเมริกาแล้ว แต่ไม่ได้มาที่อนุสาวรีย์เทพีเสรีภาพแห่งนี้ก็เท่ากับไม่ได้มาอเมริกาเลยล่ะในปัจจุบันนี้มีนักท่องเที่ยวที่มายังประเทศสหรัฐอเมริกานี้ก็ต้องมาที่นี่กันด้วย เพื่อชื่นชมความสวยงามและมาถ่ายรูปเก็บไว้เป็นที่ระลึกและความทรงจำ

ชาวอเมริกันนั้นเป็นคนรักอิสรภาพและเสรีภาพ เนื่องจากมีคนต่างเชื้อชาติ ต่างสีผิว และต่างภาษาไปอยู่ร่วมกันเป็นจำนวนมาก ทำให้เกิดความขัดแย้งและเกิดความเหยียดสีผิวอย่างรุนแรง จึงมีเหตุการณ์จลาจลเกิดขึ้นอยู่บ่อยๆ ในที่สุดทุกคนก็ตระหนักว่าสันติภาพเป็นสิ่งที่ต้องการ จึงได้สร้างอนุสาวรีย์เทพีเสรีภาพขึ้นมาเพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งความสันติสุขของชาวอเมริกัน ในวันที่ 4 กรกฎาคม ค.ศ. 1886 ซึ่งเป็นวันชาติของสหรัฐอเมริกา เทพีเสรีภาพก็ยืนตระหง่านเหนือถนนในนครปารีส และรัฐบาลฝรั่งเศสก็ได้ทำพิธีมอบอนุสาวรีย์แก่อัคราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศฝรั่งเศสเพื่อนำไปตั้งไว้ยังประเทศสหรัฐอเมริกาที่มหานครนิวยอร์ค

หลังจากนั้น 6 เดือน เทพีเสรีภาพก็ได้ไปตั้ง ณ มหานครนิวยอร์คเป็นประติมากรรมโลหะที่ใหญ่ที่สุดในโลก ใช้เวลาสร้างในโรงงานที่ปารีสนานถึง 15 ปี อนุสาวรีย์เทพีเสรีภาพสูงตระหง่านกว่า 93 เมตร ตัวเทพีสูง 46 เมตร นอกนั้นเป็นส่วนฐานและแท่งที่รองรับ ดวงตาแต่ละข้างกว้างประมาณ1เมตร จมูกยาว1.4 เมตร และนิ้วชี้ยาวถึง 2.4 เมตร

รูปลักษณ์ของเทพีเสรีภาพได้รับแรงบันดาลใจมาจากสุริยเทพของกรีก นามว่า “เฮลิออส” หรือโคลอสซุสแห่งเกาะโรดส์ ซึ่งเป็น 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์โบราณ วิศวกรจึงออกแบบให้เทพีเสรีภาพมีขนาดมหึมา ใบหน้าเรียบเฉย มือซ้ายถือแผ่นจารึกขนาดยักษ์ มือขวาชูคบเพลิงขนาดใหญ่ สวมผ้าคลุมทั่วร่างกายตามแบบเครื่องแต่งกายของเทพีในสมัยโบราณ มีมงกุฎเป็นแฉกแหลม 7 แฉก สวมอยู่บนศีรษะ ซึ่งมงกุฎนี้มีช่องสำหรับเป็นจุดชมวิวอีกด้วย และผู้ที่ต้องการขึ้นไปชมวิวของมหานครนิวยอร์คก็ต้องขึ้นบันไดเวียน 171 ขั้นภายในร่างขององคือนุสาวรีย์เทพีเสรีภาพเพื่อที่จะขึ้นไปชมความสวยงามของมหานครนิวยอร์ค

ปัจจุบันอนุสาวรีย์เทพีเสรีภาพยังคงยืนต้อนรับผู้มาเยือนยังมหานครนิวยอร์ค อยู่ที่เกาะเบคโล ในอ่าวหน้าเมืองนิวยอร์ค ประเทศสหรัฐอเมริกา และยังได้ถือว่าเป็นสัญลักษณ์ของประเทศสหรัฐอเมริกาอีกด้วย ซึ่งมีนักท่องเที่ยวทั้งชาวอเมริกันเองและนักท่องเที่ยวที่มาจากที่ต่างๆทั่วโลกนิยมมาชื่นชมเป็นจำนวนมาก

5 สิ่งที่ไม่ควรพลาดเมื่อมาถึงอเมริกา

5 สิ่งที่ไม่ควรพลาดเมื่อมาถึงอเมริกา
ประเทศอเมริกามีรัฐมากถึง 50 รัฐ จึงมีกิจกรรมน่าสนใจและสถานที่ท่องเที่ยวมากมายนับไม่ถ้วน และแทบเป็นไปไม่ได้เลยที่คุณจะสามารถเที่ยวได้ครบทุกรัฐก่อนจบการศึกษา โอกาสนี้เราจึงคัดเลือกกิจกรรมน่าสนใจ และสถานที่น่าไปเยือนที่คุณไม่ควรพลาด มาแนะนำสำหรับคนที่กำลังวางแผนไปเรียนต่อประเทศอเมริกา
ชมการแสดงต่างๆ ในนิวยอร์ก
อเมริกาเป็นประเทศที่มีชื่อเสียงในด้านศิลปการละครและละครบรอดเวย์เป็นอย่างมาก รับรองว่าการแสดงมาตรฐานระดับโลกอันน่าตื่นตาตื่นใจ พร้อมด้วยแสงสีเสียงอลังกาล จะสร้างความประทับใจให้กับคุณอย่างแน่นอน ไม่ว่าคุณจะต้องการชมการแสดงที่ได้ชนะรางวัล Tony Award อย่าง Wicked, Billy Elliot หรือ The Book of Mormon หรือต้องการชมการแสดงบรอดเวย์อย่าง Bare หรือ Stomp นิวยอร์กก็มีทุกสิ่งให้คุณเลือกสรร รวมถึงโชว์คาบาเร่ต์และการแสดงตลกอีกมากมาย แต่ขอเตือนไว้สักนิดว่า โชว์ต่างๆ บัตรจะขายหมดเร็วมาก ทางที่ดีคุณควรจะจองตั๋วมาก่อนล่วงหน้า
เชียร์กีฬาติดขอบสนาม
เป็นที่รู้กันดีว่าคนอเมริกันชื่นชอบการเชียร์กีฬามาก โดยเฉพาะเบสบอล บาสเก็ตบอล และอเมริกันฟุตบอล ถือเป็นกีฬาสุดโปรดของพวกเขาเลยทีเดียว วิทยาลัยและมหาวิทยาลัยส่วนใหญ่จะมีทีมกีฬาเป็นของตัวเอง บรรยากาศในการเชียร์กีฬาจึงสนุกสนานเป็นอย่างยิ่ง คุณจะได้รับทั้งประสบการณ์ที่ดี และได้ทำความรู้จักกับเพื่อนใหม่ๆ มากมาย และถึงแม้คุณจะไม่ได้ชื่นชอบการชมกีฬาเท่าไหร่นัก กิจกรรมนี้ก็ยังน่าสนใจอยู่ดี เพราะมันเป็นโอกาสที่ดีในการเข้าสังคม และเก็บเกี่ยวประสบการณ์แปลกใหม่ในชีวิต ซึ่งคุณอาจจะพบว่ามันสนุกและน่าตื่นเต้นกว่าที่คิดไว้มากทีเดียว
ไปเที่ยวสวนสนุก
ในอเมริกามีสวนสนุกอยู่เป็นจำนวนมาก หากคุณเป็นคนหนึ่งที่ชอบเที่ยวสวนสนุกละก็ ขอแนะนำว่าไม่ควรพลาดที่จะไปเยือน เมืองออร์แลนโด ในรัฐฟลอริด้า เมืองแห่งนี้เป็นที่รู้จักกันดีในฐานะที่ตั้งของสวนสนุกระดับโลกอย่าง DisneyWorld, Universal Studios และสถานที่น่าสนใจอื่นๆ อีกมากมาย หรือสวนสนุกในเครือของ Six Flags ก็น่าสนใจเช่นกัน เพราะมีสาขาถึง 15 แห่ง ทั่วประเทศอเมริกา และมีกิจกรรมบันเทิงให้ทำมากมาย ไม่ว่าจะเป็นขี่ม้า เล่นสวนน้ำ หรือเดินเล่นในโลกเวทย์มนต์ที่จำลองมาจากแฮร์รี่ พอตเตอร์
ลองชิม IHOP
IHOP ย่อมาจาก International House of Pancake เป็นร้านแพนเค้กชื่อดังของอเมริกาที่เปิดให้บริการมายาวนานกว่า 50 ปี และมีสาขาถึง 1,565 สาขากระจายอยู่ทั่ว 50 รัฐของอเมริกา ที่นี่เสิร์ฟทั้งอาหารคาวและอาหารหวาน และไม่ได้มีแต่แพนเค้กเท่านั้นที่ขึ้นชื่อ IHOP ยังมีเมนูเด็ดอีกมากมายไม่ว่าจะเป็นเครป วาฟเฟิล และเมนูไข่ทั้งหลาย แถมยังมีสเต็กและเบอร์เกอร์เป็นเมนูพิเศษสำหรับมื้อค่ำอีกด้วย หากวันไหนมีเวลาว่าง ลองชวนกลุ่มเพื่อนของคุณไปนั่งพูดคุยสบายๆ และเพลิดเพลินกับอาหารอเมริกันแสนอร่อย ก็เป็นทางเลือกหนึ่งในการใช้เวลาร่วมกันที่น่าสนใจไม่น้อยทีเดียว
เยี่ยมชมเกตตีสเบิร์ก (Gettysburg)
สุสานแห่งชาติเกตตีสเบิร์ก และอุทยานทหารแห่งชาติเกตตีสเบิร์ก เป็นสองสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ชาติอเมริกา ที่คุณไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง เมืองเกตตีสเบิร์กเคยเป็นสนามรบอันดุเดือดที่ทหารฝ่ายเหนือและทหารฝ่ายใต้ ต่างสูญเสียเลือดเนื้อมากที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์การสร้างชาติของอเมริกา ในวันที่ 19 พฤศจิกายน ค.ศ.1863 อับราฮัม ลินคอล์น ประธานาธิบดีคนที่ 16 ของอเมริกา นั่งรถไฟมาที่เมืองเกตตีสเบิร์ก และกล่าวสุนทรพจน์ที่รู้จักกันดีในชื่อ “The Gettysburg Address” เป็นการระลึกถึงเหล่าทหารที่เสียสละพลีชีพ เพื่อเสรีภาพครั้งใหม่ในแผ่นดินอเมริกา ภายในเมืองเกตตีสเบิร์กจึงมีพิพิธภัณฑ์เกี่ยวกับสงครามให้คนรุ่นหลังได้เข้าไปศึกษาหาความรู้ และยังมีการจัดทัวร์พื้นที่สงครามในอดีต ซึ่งคุณสามารถสอบถามข้อมูลได้ที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว หากต้องการเยี่ยมชมเมืองและเรียนรู้ประวัติศาสตร์อันน่าสนใจของเกตตีสเบิร์ก

ระบบการศึกษาในสหรัฐอเมริกา

ระบบการศึกษาในสหรัฐอเมริกา
ระบบการศึกษาในสหรัฐอเมริกาควบคุมโดยแต่ละรัฐแยกจากกัน เด็กทุกคนจะถูกให้เรียนจบในระดับไฮสคูลและจบในระดับชั้นเกรด 12 หรือเทียบเท่า โดยผู้ปกครองสามารถเลือกให้ลูกเรียนที่โรงเรียนรัฐบาล หรือโรงเรียนเอกชน นอกจากนี้ยังมีผู้ปกครองบางกลุ่ม ที่สอนให้ลูกเรียนด้วยตนเองที่บ้านหรือในชุมชนซึ่งเรียกลักษณะนี้ว่า โฮมสกูล  ภายหลังจากจบการศึกษา นักเรียนสามารถเลือกเรียนต่อในระดับ มหาวิทยาลัย ทั้งในมหาวิทยาลัยรัฐหรือมหาวิทยาลัยเอกชนโดยนักเรียนสามารถกู้เงินจากทางธนาคาร หรือหน่วยงานราชการสำหรับจ่ายเป็นค่าเล่าเรียนในระดับนี้ และจ่ายคืนภายหลังจบการศึกษา มหาวิทยาลัยเอกชนส่วนใหญ่ค่าเรียนจะแพงกว่ามหาวิทยาลัยรัฐ ในขณะที่คุณภาพของมหาวิทยาลัยบางแห่งเทียบเท่า ดีกว่า หรือด้อยกว่ามหาวิทยาลัยรัฐ นอกจากนี้นักเรียนสามารถเลือกเรียนในมหาวิทยาลัยชุมชนที่ค่าเรียนถูกกว่าทั้งมหาวิทยาลัยรัฐและเอกชนในช่วง 2 ปีแรก และโอนหน่วยกิตไปเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยอื่นในช่วงต่อมาได้ สหรัฐอเมริกามีอัตราการอ่านออกเขียนได้ค่อนข้างต่ำ โดยมีค่า 86-98%ของประชากรที่อายุมากกว่า15 ปี

ดนตรี

ดนตรีในสหรัฐอเมริกาเกิดจากการผสมผสานของดนตรีหลายเชื้อชาติเข้าด้วยกัน และเกิดเป็นดนตรีแนว

ใหม่รายประเภท เช่นร็อคแอนด์โรลล์  ฮิปฮอป คันทรี บลูส์ และแจ๊ส และในช่วงล่าสุด ดนตรีของสหรัฐอเมริกาได้เริ่มเป็นที่นิยมในหลายที่ทั่วโลก นอกจากนี้การเต้นรำ  ได้มีกำเนิดมาจากสหรัฐอเมริกันเช่นกัน ตัวอย่างเช่นการเต้นแท็ป

กีฬา

ในสหรัฐอเมริกา กีฬาเป็นการละเล่นที่นิยมเล่นกันมากตั้งแต่ระดับโรงเรียนจนถึงมหาวิทยาลัย และระดับอาชีพ และเป็นธุรกิจขนาดใหญ่ในประเทศ กีฬาที่นิยมมากที่สุดในสหรัฐทั้ง 4 อย่างคืิิออเมริกันฟุตบอล บาสเกตบอล เบสบอล และ ไอซ์ฮอกกี้   กีฬาอื่นที่นิยมลองลงมาได้แก่ การแข่งรถ (นาสคาร์) ลาครอสต์ และ ฟุตบอล  ที่เริ่มเป็นที่นิยมในหมู่เด็กชาวอเมริกัน

ถึงแม้ว่าฟุตบอลจะมีการแข่งขันอาชีพในเมเจอร์ลีกซอกเกอร์แต่ยังไม่ได้รับความนิยมเท่าการแข่งขันอื่น เช่นในเอ็นเอฟแอลของอเมริกันฟุตบอล เอ็นบีเอของบาสเกตบอล หรือเมเจอร์ลีกเบสบอล  นอกจากนี้กีฬาที่ได้รับความนิยมในหมู่บุคคลเฉพาะเช่น สเก็ตบอร์ด สกี สโนว์บอร์ด และ เซิร์ฟบอร์ด เริ่มเป็นที่แพร่หลายเช่นกัน นอกจากนี้ในระดับนานาชาติ สหรัฐอเมริกาเป็นประเทศที่ประสบความสำเร็จสูงในการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก